ร้อยไหม คุ้มไหม เจ็บหรือเปล่า อยู่ได้นานกี่ปี?

การร้อยไหม (Thread Lift) เป็นอีกหนึ่งวิธีเพื่อช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย และคืนความมั่นใจกลับมา เพราะไม่ว่าใครก็ไม่อยากดูแก่หรือชรา ใช่ไหมคะ?

ในปัจจัจจุบัน ไม่ว่าวัยไหนทุกคนอยากดูหน้าอ่อนกว่าวัยดูสดใสสดชื่น หน้าตาชวนมองชวนคบ จึงนิยมปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้วยการร้อยไหม เพราะเห็นผลเร็วทันใจ ช่วยลดอายุได้ทันตา

แต่หลายท่านก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า การร้อยไหมมีผลข้างเคียงหรือเปล่า ทำแล้วหน้าจะเด็กลงจริงไหม จะดูแตกต่างจากเดิมอย่างไร อยู่ได้นานแค่ไหน เจ็บหรือเปล่า จะดูเป็นธรรมชาติไหม

วันนี้หมอมีคำตอบให้แบบเจาะลึกค่ะ

ร้อยไหมอันตรายหรือเปล่า หน้าเรียวได้อย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

การร้อยไหม คือ การใช้เข็มสเตอไรด์ (ฆ่าเชื้อแล้ว) ทางการแพทย์ เพื่อนำเส้นไหมที่เป็นไหมละลายเข้าไปใต้ผิวหนัง (ไหมที่ใช้ในวงการศัลยแพทย์ผ่าตัดมานานมากกว่า 30 ปี และปลอดภัยเพื่อเย็บผิวหนังเย็บอวัยวะภายในและเส้นเลือดได้)

ซึ่งมีหลายขนาด หลายรูปแบบ และหลายเทคนิค ที่ทำให้เห็นผลได้ทันที บางตำแหน่งก็อาจจะต้องรอเป็นเวลาหลายสัปดาห์จึงเห็นผลชัดเจนต่อเนื่อง

ตัวไหมเองทำจากวัสดุที่จะค่อยๆสลายได้เอง ในเวลาตั้งแต่ 3 เดือน แต่ส่งผลยกกระชับต่อเนื่องเป็นปี ถึง 2 ปี โดยไม่เป็นจากแผลเป็นและไม่มีการผ่าตัดค่ะ

ข้อสำคัญ คือ แพทย์ที่ทำการร้อยไหมต้องมีประสบการณ์มีความชำนาญ และสามารถปรับแปลงเทคนิคเพื่อให้ร้อยไหมได้ผลดี เหมาะกับแต่ละบุคคล แต่ละตำแหน่งได้ถูกต้อง

ซึ่งนอกจากช่วยแก้ไขข้อบกพร่อง ช่วยยกกระชับผิวให้ตึงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดเส้นใย อิลาสติน (Elastin) ช่วยให้ผิวเด้งและเกิดความยืดหยุ่น แถมยังช่วยเร่งสเต็มเซลล์ภายในร่างกาย และการไหลเวียนโลหิต ที่จะเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มความกระชับ และความหนาของผิวหนังชั้นหนังแท้ได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เราดูอ่อนกว่าวัย ผิวหน้ากระชับ มีความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอย

การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะส่งผลดีต่อการออกแบบร้อยไหม ชนิดของไหมที่ใช้ และขนาดความยาวของไหม รวมถึงเทคนิคที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ได้ผลลัพธ์ชัดเจน ดูอ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติ และไม่มีผลข้างเคียงตามมาค่ะ

8 ข้อดีของการร้อยไหม

  1. ไหมที่ร้อยเข้าไปจะช่วยให้ผิวกระชับและตึงขึ้นทันที ผลลัพธ์ที่ได้จึงเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก
  2. เทคนิคในการร้อยไหม ที่เหมาะสมถูกตำแหน่งส่งผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ผิวจะกระชับและตึงเหมือนผิวเดิมตอนเยาว์ โดยไม่เจ็บไม่เกิดผลข้างเคียงและการบวมหรือช้ำก็จะน้อยมากด้วยค่ะ
  3. เส้นไหมที่นำมาใช้ในปัจจุบัน ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและผลลัพธ์ จากองค์การอาหารและยา ซึ่งคนไข้ก็ควรตรวจสอบกับแพทย์ทุกครั้งก่อนทำการร้อยไหมค่ะ
  4. ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เส้นไหมในปัจจุบันให้ผลลัพธ์ที่ดี ละลายสลายหมดในเวลา 3 เดือน ถึง 1 ปี โดยไม่มีสารตกค้าง จะเหลือก็แต่สารอิลาสตินและคอลลาเจนที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติค่ะ
  5. สามารถเสริมการรักษาด้วยการเติมโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ได้ในบางตำแหน่งขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคน
  6. คนไข้ที่มีอายุมากแล้ว ผิวจะขาดความยืดหยุ่น ปริมาณอิลาสตินก็จะน้อยลง การร้อยไหมเพิ่มหลายๆครั้งจะช่วยกระตุ้นการสร้างอิลาสตินและคอลลาเจนได้ทำให้ผิวกลับมาตึงและดูอ่อนกว่าวัย
  7. สามารถร้อยไหมเพื่อปรับโครงใบหน้าให้ดูเรียวงามขึ้น แก้ไขหน้าเหลี่ยมและกลมแป้นให้เป็น V shape หรือรูปไข่ Oval shapeได้ทันทีโดยไม่ต้องไปผ่าตัดเลื่อยกระดูกกรามออก
  8. สามารปรับรูปหน้าที่ไม่เท่ากันให้ดูสมมาตรมากขึ้นได้ด้วยเทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

4 ข้อเสียของการร้อยไหมที่เราต้องรู้

  1. การร้อยไหมเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่ต้องใช้ความชำนาญ และเทคนิคการร้อยไหม หากทำไม่ถูกต้องหรือเลือกชนิดของเส้นไหมที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเห็นรอยไหมตามแนวที่ร้อยได้
    การร้อยไหมก็เป็นการสร้างพังผืด (Fibrosis) ทีนี้ถ้าร้อยไหมตามร่องลึกมันก็จะเข้าไปช่วยเติมเต็มให้ดูเป็นธรรมชาติได้
  2. ในบางกรณี ไหมอาจจะทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้ นั่นเป็นเพราะว่าบางทีไหมละลายยังไม่หมด ผิวอาจจะผลักเส้นไหมออกหรือบางทีผิวหนังบริเวณที่ร้อยไหมขาดความยืดหยุ่น จนทำให้ไหมเคลื่อนตัวจนทะลุออกมาตามจุดที่ร้อยไว้ได้ซึ่งสถิติพบน้อยมากประมาณ 1 %
  3. คนไข้ที่มีโหนกแก้ม การร้อยไหมอาจจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้น แต่การปรับรูปหน้าด้วยสารเติมเต็ม (Dermal Fillers) หรือ Innojetor จะเป็นอีกทางเลือกเสริมได้คะ
  4. หลังจากร้อยไหมเสร็จจะเกิดการบวมช้ำเล็กน้อยเป็นธรรมดา นั่นเป็นเพราะว่าเราต้องใช้เข็มพร้อมไหมแทงผิวเข้าไป กว่าจะหายจากการบวมก็อาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลค่ะ ทุกคนจึงควรงดรับประทานวิตามินอาหรือหารเสริม ที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี น้ำมันปลา โอเมก้า 3 และ 6 เพื่อห้ามเลือดออกหรือช้ำง่าย

ทำไมร้อยไหมแล้วหน้าบวม?

อย่างที่เกริ่นไปค่ะว่า การร้อยไหมเป็นการใช้เข็มพร้อมไหมแทงเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งอาจจะเกิดการบวมได้ อาการบวมอาจจะมีมากขึ้นในคนไข้กลุ่มเหล่านี้ค่ะ

  1. มีไขมันหรือเนื้อที่หน้าเยอะ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการดึงของไหมน้อยลง และพอมีการดึงผิวหนังของไหม ก็อาจจะทำให้เราดูเหมือนหน้าบวมได้
    เราอาจจะแก้ด้วยการร้อยไหมแบบพิเศษที่ช่วยลดเนื้อที่แก้มได้ นอกจากนี้หลังทำควรนอนหมอนสูงเพื่อช่วยให้ยุบบวมได้เร็ว
  2. การร้อยไหมจะเน้นการดึงร่องแก้มและบริเวณใกล้ๆมุมปากให้ตึงขึ้นและไม่หย่อนคล้อย ซึ่งจริงๆแล้วต้องใช้เทคนิคและความชำนาญของแพทย์อย่างมากเลยค่ะ เพราะถ้าร้อยผิดรูปก็อาจจะทำให้หน้าเราบวมช้ำและไม่ยกกระชับได้
  3. หน้าอาจจะเกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ โดยทั่วไปการบวมช้ำหลังจากการร้อยไหมจะเกิดขึ้นแค่ 3-4 วัน หลังจากร้อยไหมเสร็จแล้ว โดยไม่เจ็บ แต่ถ้าอาการบวมยังไม่ดีขึ้น และมีเจ็บบวมแดง ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพราะเราอาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จากการดูแลความสะอาดไม่เพียงพอ หรือติดเชื้อจากมือที่ไม่สะอาด
  4. อาจจะเกิดอาการบวมเลือดและอาการบวมยาชา ซึ่งทั้ง 2 กรณีจะหายไปเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ แต่ถ้ากังวลว่ามันอาจจะเป็นการติดเชื้อหรือเปล่า ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเงค่ะ

เส้นไหมที่นำมาร้อย มีกี่ชนิด?

เส้นไหมที่ใช้ในปัจจุบันที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา มีอยู่ 4 ชนิด นั่นคือ

  1. ไหมชนิด Polycaprolactone จุดเด่นของไหม PCL คือ มีผลลัพธ์ที่นาน เส้นไหมเหนียวแข็งแรงไม่ขาดง่ายและสลายออกจากร่างกายได้หมดภายใน 2 ปี
  2. ไหมชนิด Polylactate ช่วยกระตุ้นการสร้างอีลาสตินและคอลลาเจนใหม่ๆ ทำให้ผิวเกิดความเด้งยืดหยุ่นและไหมจะสลายหมดภายใน 1 ปี
  3. ไหมชนิด Polydioxanone) หรือ PDO ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยแรกๆเพราะมีความยืดหยุ่น และสลายได้เร็วภายใน 4-6 เดือนค่ะ
  4. ปัจจุบันมีไหมชนิดใหม่ ที่ทำจากการรวมสารสองชนิดแรก (Polylactate + Polydioxanone) และมีเงี่ยงเล็กๆทำให้ได้ผลยกกระชับชัดเจนทันที มีผลอยู่ได้นาน และยังเสริมสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังขั้นในได้ด้วย ซึ่งไหมรุ่นใหม่นี้เป็นไหมลิขสิทธิ์ที่ผลิตจากประเทศอิตาลี จะมีราคาสูงที่สุดในปัจจุบัน เพราะให้ผลลัพท์ที่แน่นอนกว่ารุ่นเดิมๆ ยิ่งได้ประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ ที่ได้รับการฝึกฝนด้านเทคนิคมาเป็นอย่างดี ผลลัพธ์ยิ่งจะดีขึ้นไปอีกค่ะ

ร้อยไหมแพงไหม แต่ละที่ราคาแตกต่างกันอย่างไร?

การร้อยไหมมีชื่อเรียกเป็นร้อยชื่อ แล้วแต่ว่าคลินิกไหนจะตั้งชื่อคะ และราคาจะต่างกันมากคะ ขึ้นกับแหล่งผลิต ความปลอดภัย ขนาดและความยาวของเส้นไหมรวมถึงฝีมือความชำนาญของแพทย์ ข้อสำคัญไหมต้องได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) และมีงานวิจัยที่เชื่อถือรองรับได้ถึงผลลัพธ์และผลข้างเคียงระยะยาวค่ะ

อีกทั้ง ควรเลือกสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ แพทย์ผิวหนังที่มีประสบการณ์และความชำนาญ ก่อนที่จะร้อยไหมควรพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา และคำอธิบายรวมถึงการหยุดรับประทานยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เข่นแอสไพริน พลาวิช วิตามินเอ วิตามินอี และอาหารเสริม เช่น พวกน้ำมันปลา เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นต้นค่ะ


สำหรับท่านใดที่ต้องการร้อยไหมแบบรุ่นใหม่ล่าสุดนี้( Happy Lift) ที่เห็นผลทันที ไม่เจ็บ ไม่มี down-time ทำเสร็จออกงานหรือไปทำงานต่อได้ทันที ผลลัพท์ที่ได้อยู่ได้นานมากกว่า 18 เดือนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและการร้อยไหมโดยตรง เชิญติดต่อเข้ามาที่สถาบันสุขภาพผิวหนังและการแพทย์ชะลอวัยดร. อรวรรณ ได้ตามรายละเอียดด้านล่าง:
สาขากรุงเทพ: สุขุมวิท 02-6614431
สาขาภูเก็ต: 076-377679
หรือแวะสอบถามด้วยตนเองกับทีมงานของเราได้ที่ สถานี BTS ชิดลม ทุกวันตั้งแต่เวลา 8.30–18:30 ค่ะ

บทความนี้หากท่านเห็นว่ามีประโยชน์ กด Share ให้เพื่อนๆได้อ่านด้วยนะค่ะ

Leave a Reply